
โรคข้อรูมาตอยด์ แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็พบได้ในผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคดังกล่าว โดยโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายอวัยวะตนเอง ข้อต่างๆ เช่น ข้อมือ และข้อนิ้ว เกิดการอักเสบ และทำให้เกิดการพิการตามมาได้ โรคข้อรูมาตอยด์ ยังไม่มียาที่รักษาได้ แต่ก็มียาที่ช่วยบรรเทาอาการและลดความรุนแรงของโรคลงได้
อาการของโรค
- มีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมักตรวจพบได้เมื่อมีอาการหลายเดือนไปแล้ว
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร และตามมาด้วยข้ออักเสบ
- อาจมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และม้ามโตร่วมด้วย
- ข้ออักเสบ ปวดบวมตามข้อต่างๆ แต่จะไม่พบที่ข้อปลายนิ้วมือและข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว
- ปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานตามข้อต่างๆ และหลังจากมีการพักนาน เช่น หลังตื่นนอนข้อจะยึดแข็ง ขยับไม่ได้เป็นเวลามากกว่า 1 ชั่วโมง
- เมื่อเกิดการอักเสบต่อกันเป็นหลายสิบปี กระดูกอ่อนของข้อจะถูกทำลาย บางลง และเกิดพังผืดขึ้นมาแทน ดึงรั้งให้ข้อเสีย ใช้งานไม่ได้ จนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันเองได้
- มีอาการปวดชาหรือเสียวที่มือ กล้ามเนื้อมือฝ่อลีบ
- ถ้าเป็นที่ข้อเท้า เท้าอาจผิดรูปและพิการจนเดินไม่ได้
การดูแลตนเอง
- ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
- หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- เคลื่อนไหวข้อต่อบ่อยๆ ในแต่ละวัน
- หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้กระทบกระเทือน เช่น ยกของหนัก กระโดดจากที่สูง การใช้สว่านขุดเจาะ เป็นต้น
- ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ และได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ดี โรคข้อรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุการเป็นที่แน่ชัด และยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลอย่าง 100 % แต่การดูแลตนเองอย่างดี หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ก็ช่วยให้ห่างไกลโรคได้
เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายคนเรามักเริ่มมีการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ อันเป็นสาเหต
อาการหลงๆ ลืมๆ นี้ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการไม่เอาใจใส่ การรีบเร่ง ความกังวลในใจ การทานยาบางชนิด เป็นต้น
ในผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผิวเริ่มจะแห้งมากขึ้น และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ผิวมักจะแห้งกร้านมาก และมี
ในหน้าหนาว หรือวันที่มีอากาศหนาว รวมถึงการนอน หรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีความชื้นและอากา
ชีวิต เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราทุกๆ คน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดของชีวิต ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพร่า